Delight Italy 8 Days 5 Nts By EK - ZZFH ทัวร์ยุโรป อิตาลี กุมภาพันธ์ มีนาคม

SKU : HMT_ZZFH HG13

ทัวร์ : Delight Italy 8 Days 5 Nts

สายการบิน :เอมิเรตส์ (EK)

ช่วงเวลาเดินทาง : กุมภาพันธ์ - มีนาคม 2562

ราคา : 40,900 บาท

 รายละเอียด :ทัวร์อิตาลี มิลาน เวนิส ชมหอเอนปิซ่า เลวานโต้ นั่งรถไฟชมหมู่บ้านชิงเคว เตรเร ฟลอเรนซ์ โรม เข้าชมมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ 

พิเศษ!! :นั่งรถไฟชมหมู่บ้านชิงเคว เตรเร

**หมายเหตุ กรุณาเช็กที่นั่งว่างก่อนทำการจองทุกครั้ง**

ไม่พบสินค้า

จำนวน
ราคา

40,900.00 THB

สินค้าไม่เพียงพอ

                             

 

Delight Italy 8 Days 5 Nts By EK 

มิลาน เวนิส ชมหอเอนปิซ่า เลวานโต้ นั่งรถไฟชมหมู่บ้านชิงเคว เตรเร ฟลอเรนซ์ โรม
เข้าชมมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์

วันแรก   สนามบินสุวรรณภูมิ – ดูไบ
17.00 น. พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ประตู 9 แถว T สายการบินเอมิเรตส์ (EK) เจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับพร้อมอำนวยความสะดวก
20.35 น. ออกเดินทางสู่ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK373 (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน)

วันที่สอง   ดูไบ - มิลาน
00.50 น. แวะเปลี่ยนเครื่องที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
03.45 น. ออกเดินทางสู่ เมือง มิลาน ประเทศอิตาลี โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK101 (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)
07.45 น. เดินทางถึงมิลาน ผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองก่อนจะออกเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง
เที่ยวชมเมือง มิลาน (Milan) หนึ่งในเมืองหลักของประเทศอิตาลี เป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านการค้า ศิลปะ เศรษฐกิจ และการศึกษา และได้ชื่อว่าเป็น เมืองหลวงแห่งแฟชั่นและการออกแบบ แวะเที่ยวชมแลนด์มาร์กของเมือง นำท่านถ่ายรูปกับ มหาวิหารมิลาน (Milan Cathedral) มหาวิหารประจำเมืองขนาดใหญ่แห่งนี้คือโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอิตาลี เด่นด้วยศิลปะแบบโกธิคที่ตกแต่งด้านนอกด้วยยอดแหลมจำนวนมากถึง 135 ยอด พร้อมด้วยรูปแกะสลักจากหินอ่อนจำนวนมากที่ประดับอยู่โดยรอบ อิสระช้อปปิ้ง ที่ Galleria Vittorio Emanuele II ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของมหาวิหารมิลาน เป็นห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดในอิตาลี โดยสร้างขึ้นในปี 1877 มากมายด้วยร้านค้า ร้านอาหาร มากมายในอาคารขนาด 4 ชั้นสองข้างทางเดินกว้าง ที่โดดเด่นมากก็คือหลังคาทรงโดมเป็นกระจกใส ทำให้สามารถช้อปปิ้งได้ในทุกสภาพอากาศ
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
เดินทางสู่ เวโรน่า (Verona) หนึ่งในหัวเมืองใหญ่ของแคว้น และเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ทางภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี และยังเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของอิตาลีตอนเหนืออีกด้วย นำท่านเที่ยวชมย่านเมืองเก่า ที่ยังคงเสน่ห์ของความเป็นเมืองยุคกลางไว้ได้อย่างครบถ้วน เมืองเวโรน่าแห่งนี้ยังมีชื่อเสียงด้วยการเป็นเมืองโลเกชั่นของวรรณกรรมชื่อดังอย่าง โรมิโอแอนด์จูเลียต นำท่านชม บ้านโรมิโอ&จูเลียต (Casa di Giulietta) บ้านปูนสีขาวที่มีจุดเด่นคือ ระเบียง สถานที่ๆ โรมิโอและจูเลียตได้พบรักกัน จุดนี้เองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมายมายังเมืองเวโรน่า เพื่อชมต้นกำเนิดของตำนานความรักชื่อดัง
เย็น รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ SHG Hotel Catullo หรือระดับเดียวกัน

วันที่สาม   มิลาน – เวนิส - พระราชวังดอดจ์ - จัตุรัสเซนต์มาร์ค - สะพานถอนหายใจ
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
เดินทางสู่ เวนิส (Venice) โดยรถโค้ชปรับอากาศ สู่จุดหมายแรกของการเดินทางที่ เวนิส เมสเตร (Venice Mestre) ย่านเมืองเก่าของเมืองเวนิส นำทุกท่านนั่งเรือต่อเพื่อไปยัง ท่าเรือซานมาร์โค (San Marco Pier) บนเกาะเวนิส แวะให้ถ่ายรูปสวยๆ เก็บเป็นที่ระลึกกันที่ พระราชวังดอดจ์ (Doge’s Palace) พระราชวังริมน้ำแสนอลังการที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ในสไตล์เวเนเชียนโกธิค ที่เคยเป็นที่ประทับของผู้ปกครองแต่เก่าก่อนของเวนิส แต่ตั้งแต่ปี 1923 ก็ได้เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนทั่วไปได้เข้าชม เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กหลักของเวนิสเลยทีเดียว
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
จากนั้นก็เดินเที่ยวชมแลนด์มาร์สำคัญต่างๆ ในเมืองและเก็บภาพสถานที่ต่างของเมืองแห่งคลองนี้ไม่ว่าจะเป็น จัตุรัสเซนต์มาร์ค (St. Mark’s Square) จัตุรัสหลักของเมืองเวนิสและยังเป็นศูนย์กลางเมืองตั้งแต่โบราณ รายล้อมไปด้วยอาคารสวยๆ สไตล์โกธิค และจุดเด่นของจัตุรัสเซนต์มาร์คแห่งนี้ก็คือ มหาวิหารเซนต์มาร์ค (St. Mark’s Basilica) ที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของจัตุรัสเซนต์มาร์ค มหาวิหารใหญ่ของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก อลังการด้วยการตกแต่งด้วยโดมใหญ่ รูปปั้นมากมายที่ทั้งละเอียดและประณีต และที่อยู่ติดกันและโดดเด่นด้วยความสูงถึง 50 เมตรก็คือ หอระฆัง ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองที่เห็นได้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของเมืองก็ตาม และที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ สะพานถอนหายใจ (Bridge of Sighs) สะพานอันโด่งดังแห่งนี้ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำที่คั่นกลางระหว่างคุกเก่ากับพระราชวังดอดจ์ ที่ได้ชื่อว่าสะพานถอนหายใจนั้นมาจากการที่นักโทษก่อนที่จะเข้าไปยังคุกจะต้องเดินผ่านสะพานแห่งนี้ ได้เห็นวิวทิวทัศน์สวยๆ ของเมืองเวนิสเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะถูกจองจำ ทำให้รู้สึกเสียใจและต้องถอนหายใจออกมา สะพานนั้นเป็นแบบปิด ทำจากหินปูนที่แกะสลักและออกแบบอย่างงดงามเช่นเดียวกับพระราชวังดอดจ์และอาคารโดยรอบ
เย็น รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าสู่ที่พัก Russott Hotel หรือระดับเดียวกัน

วันที่สี่   เวนิส – ปิซ่า – หอเอนปิซ่า – พราโต้
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านออกเดินทางไปยังเมือง ฟลอเรนซ์ (Florence) เมืองหลวงของแคว้นทัสคานี และเป็นเมืองศูนย์กลางของการค้าและความเจริญของยุโรปในช่วงยุคกลาง เมืองฟลอเรนซ์ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ถือกำเนิดของยุคเรเนสซองส์ และยังได้เป็นศูนย์กลางทางศิลปะและสถาปัตยกรรม ในบริเวณเมืองเก่าของเมืองฟลอเรนซ์นั้นยังได้ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ไปเมื่อปี 1982
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านเที่ยวชมเมืองฟลอเรนซ์ ชมความงามของเมืองสวยริมฝั่งแม่น้ำอาร์โน สถานที่เคยเป็นที่อยู่ของศิลปินระดับโลกหลายต่อหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น ลีโอนาร์โด ดาวินซี่ ไมเคิลแองเจโล นำท่านถ่ายรูป มหาวิหารฟลอเรนซ์ (Florence Cathedral) มหาวิหารขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของยุโรป ตั้งอยู่ในบริเวณจัตุรัสเปียซซ่า เดล ดูโอโม สังเกตเห็นได้ง่ายด้วยโดมขนาดใหญ่สีส้มในสไตล์ศิลปะโกธิคอันหรูหราอลังการ ตัววิหารตกแต่งด้วยหินอ่อนหลายเฉดสี มหาวิหารแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และได้ถูกจะทะเบียนขึ้นมรดกโลกไปเรียบร้อยแล้วในปี 1982 ที่ติดกันและโดดเด่นไม่แพ้มหาวิหารฟลอเรนซ์ก็คือ หอระฆังจอตโต้ (Giotto’s Bell Tower) ที่เป็นส่วนหนึ่งของวิหารแต่ตั้งอยู่เป็นเอกเทศ สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1334 โดดเด่นด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านละ 15 เมตร และสูงถึง 84.7 เมตร มีระฆังอยู่ภายในถึง 7 อัน เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของฟลอเรนซ์เลย ตัวอาคารยังสวยด้วยหินอ่อนและรูปแกะสลักที่โดยรอบ นำทุกท่านถ่ายรูปกับ หอศีลจุ่มซันโจวานนี่ (Florence Baptistry) ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับมหาวิหารฟลอเรนซ์ อาคารในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก สวยด้วยรูปทรงอาคาร 8 เหลี่ยมและสถาปัตยกรรมสไตล์ฟลอเรนไทน์โรมาเนสก์ที่เห็นได้ไม่บ่อยนักในอิตาลี หอศีลจุ่มนี้ยังเป็นหนึ่งในอาคารที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองด้วยการก่อสร้างตั้งแต่ช่วงปี 1059-1128 อีกหนึ่งจุดเด่นของที่นี่ก็คือประตูสัมฤทธิ์ที่สวยงดงามด้วยประติมากรรมนูนที่ได้ถูกบรรจงสร้างขึ้น ตั้งแต่อดีตแล้วที่คนสำคัญต่างๆ ล้วนมาทำพิธีศีลจุ่มที่นี่ ข้ามมาที่ จัตุรัสไมเคิลแองเจโล จัตุรัสสวยบนเนินเขาเหนือเมืองฟลอเรนซ์ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ศิลปินชื่อก้องโลก ไมเคิลแองเจโล โดยในบริเวณจัตุรัสจะมีรูปปั้นบรอนซ์เลียนแบบผลงานชิ้นเอกอย่าง David และอีกหลายชิ้น ที่บริเวณจัตุรัสแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดของเมืองฟลอเรนซ์ เพราะสามารถชมทิวทัศน์ได้แบบพาโนรามาเลยทีเดียว เดินทางต่อสู่เมือง พราโต้ (Prato) เมืองสวยในแคว้นทัสคานี ตัวเมืองตั้งอยู่ที่เชิงภูเขา Retain และด้วยระดับความสูงของตัวเมืองที่อยู่ที่ 768 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลทำให้มีอากาศเย็นสบายและสวยด้วยทิวทัศน์รอบข้าง
เย็น รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ Charme หรือระดับเดียวกัน

วันที่ห้า   พราโต้ – เลวานโต้ – ชิงเคว เตรเร – ลาสเปเซีย – ฟลอเรนซ์ – พราโต้
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
เดินทางสู่เมือง เลวานโต้ (Levanto) เมืองริมฝั่งทะเลในแคว้นลิกูเรีย (Liguria) สวยทั้งด้วยวิวริมทะเลบรรยากาศดีๆ และอาคารบ้านเรือนในสไตล์อิตาเลียนริเวียร่า ขึ้นรถไฟสายชมวิว ที่แล่นเลียบริมชายฝั่งทะเลของอิตาลี รีเวียร่า ชมวิว 5 หมู่บ้านแห่ง ชิงเคว เตรเร (Cinque Terre) หมู่บ้านประมงโบราณ ที่อาคารต่างๆ จะถูกวาดทาเป็นสีเหมือนลูกกวาดหลากสี บรรยากาศชิลล์ๆ และทิวทัศน์สวยๆ ของเมืองทำให้ติดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต และยังเป็นอุทยานแห่งชาติและมรดกโลกทางวัฒนธรรมอีกด้วย ไปลงยังเมือง ลา สเปเซีย (La Spezia) ที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศอิตาลี เป็นเมืองท่าที่สำคัญทั้งด้านการค้าและการท่องเที่ยว
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
มุ่งหน้าสู่เมือง ปิซ่า (Pisa) เมืองริมแม่น้ำอาร์โนในแคว้นทัสคานี ทางตอนกลางของประเทศอิตาลี เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีโบสถ์โบราณกว่า 20 แห่ง พระราชวังเก่าแก่สมัยยุคกลาง และด้วยการที่อยู่ติดแม่น้ำที่ใกล้ทางออกไปยังทะเลทำให้เป็นเมืองแห่งการค้าขายที่สำคัญ เดินทางต่อสู่สิ่งก่อสร้างโบราณที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกอย่าง หอเอนปิซ่า (Tower of Pisa) หยุดแวะถ่ายรูปกันให้เต็มที่ หอเอนปิซ่านี้จริงๆ แล้วเป็นหอระฆังของ มหาวิหารปิซ่า (Pisa Cathedral) โดยที่ตัวอาคารนั้นได้เริ่มเอนในช่วงการก่อสร้างช่วงศตวรรษที่ 12 โดยเกิดจากพื้นดินที่ยุบตัวลงเพราะรับน้ำหนักอาคารไม่ไหว แล้วก็ค่อยๆ เอนมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะสร้างเสร็จสิ้นในศตวรรษที่ 14 แต่การเอนเอียงนั้นก็ยังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงปลายศตวรรษที่ 20 ที่การเอียงได้หยุดลง แต่นอกจากการเอนเอียงที่น่าสนใจมากแล้วตัวอาคารสีขาวสะอาดก็สวยไม่แพ้กัน เดินทางกลับสู่เมืองพราโต้
เย็น รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ Charme หรือระดับเดียวกัน

วันที่หก   พราโต้ – โรม
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านมุ่งหน้าสู่ โรม (Rome) นอกจากจะเป็นเมืองหลวงแล้ว ยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นลาซิโอ ตั้งอยู่ตอนกลางของอิตาลี ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของโรมนั้นกินเวลามากกว่า 2,800 ปี โรมเคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมัน และเป็นเมืองที่มีบทบาทมากที่สุดของอารยธรรมตะวันตก ในอดีตได้ชื่อว่าเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จนปัจจุบันยังเป็นที่ตั้งของนครรัฐวาติกัน ซึ่งเป็นนครที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปาแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอีกด้วย
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านชม น้ำพุเทรวี่ (Trevi Fountain) อีกมุมหนึ่งในโรมที่สวยงามและอลังการด้วยประติมากรรมรูปปั้นองค์เทพต่างๆ ที่ตระหง่านเป็นฉากหลังให้กับอ่างน้ำพุขนาดใหญ่ มีความเชื่อสนุกๆ เกิดขึ้นที่น้ำพุแห่งนี้ว่า หากใครก็ตามยืนหันหลังให้กับน้ำพุแล้วโยนเหรียญด้วยมือขวาข้ามหัวไหล่ข้างซ้ายลงในอ่างน้ำพุนี้ก็จะได้กลับมาเที่ยวโรมอีก เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจหากเห็นผู้คนพากันมาโยนเหรียญที่นี่ ชม บันไดสเปน (Spaish Step) ที่อยู่บนเนินเขาขนาดย่อม เป็นบันไดกว้างทอดยาวลงมายังพื้นเบื้องล่าง ปลายสุดของบันไดด้านล่างมี “อ่างน้ำพุบาร์คัสเซีย” (Fontana Della Baecaccia) อ่างนี้มีรูปร่างเรียวยาวปลายทั้งสองข้างเรียวแหลมคล้ายเรือ แล้วมีน้ำพุอยู่ในลำเรือนี้ บันไดสเปนที่ว่านี้ออกแบบด้วยศิลปะแบบรอกโคโค สร้างในปี พ.ศ. 2266 บันไดกว้างใหญ่นี้เป็นจุดนัดพบและเยี่ยมชมชื่อดังของโรม
เย็น รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ Hotel Midas หรือระดับเดียวกัน

วันที่เจ็ด   โรม – มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ – สนามบิน
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเข้าสู่ นครรัฐวาติกัน แม้จะเป็นประเทศอิสระ แต่นครรัฐวาติกันก็เปรียบประหนึ่งโรมอย่างแยกไม่ออกแม้จะได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลกก็ตาม และหากไม่แวะชมนครรัฐวาติกันก็จะถือว่าการเดินทางครั้งนี้น่าเสียดายมาก ที่นี่คือศูนย์กลางการปกครองของคริสต์ศาสนาคริสต์ รวมทั้งยังเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตปาปาผู้ซึ่งเป็นประมุข มีความยิ่งใหญ่ในการใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา บวกกับมีความสวยงามทางสถาปัตยกรรมจากฝีมือของช่างฝีหลายยุคหลายสมัยที่ผลัดเปลี่ยนกันมาสร้างสรรค์ความงามฝากไว้ในนครรัฐแห่งนี้ นำท่านเข้าชมภายใน มหาวิหารวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ (Saint Peter’s Basilica) มหาวิหารที่สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แห่งนี้นั้นน่าชมมาก นอกจากนั้นก็ยังมีชิ้นงานของศิลปินชื่อดังอีกมากมาย มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เป็นหนึ่งในสี่ของมหาวิหารหลักของโรม และจำนวนนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าชมนั้นมีมากมายจนเข้าแถวต่อกันยาวเหยียด มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในนครรัฐวาติกัน แต่ก็เป็นการสร้างขึ้นบนร่องรอยของวิหารหลังเก่า ยิ่งใหญ่ด้วยความยาวของมหาวิหารถึง 186 เมตร จุผู้คนได้มากถึง 60,000 คน ทั้งพื้นและผนังเป็นหินอ่อนที่ฝังงานศิลปะไว้จนทั่ว ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้เวลาสร้างถึง 150 ปี
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านเที่ยวชมแลนด์มาร์กต่างๆ ในตัวเมืองโรม แวะถ่ายรูปสวยๆ ของบริเวณ จัตุรัสพิอาซซ่า นาโวน่า (Piazza Navona) เป็นย่านศิลปะอีกแห่งหนึ่งใจกลางโรมที่สวยงามและถูกห้อมล้อมด้วยอาคารสถาปัตยกรรมแบบบารอก ในบรรดาอาคารเหล่านั้นก็จะเป็นร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านไอศกรีมมากมาย เหมือนเป็นแหล่งรวมของศิลปินเปิดหมวกและศิลปินวาดภาพ ที่เด่นที่สุดในบริเวณปิอัซซา นาโวนาแห่งนี้ก็คืออ่างน้ำพุที่มีประติมากรรมรูปปั้นขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่า Fountain of Four Rivers ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของ “แบร์นินี” เป็นการสื่อความหมายตรงตามชื่อ นั่นคือเป็นสัญลักษณ์ของแม่น้ำ 4 สายสำคัญของโลก ได้แก่ แม่น้ำดานูบจากทวีปยุโรป แม่น้ำไนล์จากทวีปแอฟริกา แม่น้ำคงคาจากทวีปเอเชีย และแม่น้ำริโอเดลาเพลทจากทวีปอเมริกา นำท่านชม วิหารแพนธีออน (Pantheon) อีกหนึ่งความสวยงามในสถาปัตยกรมแบบโรมันโบราณซึ่งตกทอดมาแต่อดีต “วิหารแพนธีออน” สร้างมาตั้งแต่ก่อนคริสต์กาลถึง 27 ปี วิหารแพนธีออนยิ่งใหญ่ด้วยขนาดมหึมา เฉพาะหน้าจั่วเมื่อมองด้วยตาเปล่าก็ว่าใหญ่แล้ว ยังมีเสายักษ์เป็นฐานรองรับถึง 16 ต้น แต่เดิมชาวโรมันโบราณสร้างวิหารแพนธีออนไว้สำหรับเป็นสถานที่บูชาเทพเจ้า และนำท่านชม ประตูชัยคอนสแตนติน (Arch of Constantine) ซึ่งเป็นทั้งสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ และยังเป็นที่มาของถนนทุกสายที่มุ่งเข้าสู่กรุงโรมอีกด้วย มีขนาดใหญ่และยังมีสภาพที่สมบูรณ์แม้จะผ่านกาลเวลามายาวนาน เพราะสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 855 เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเฉลิมฉลองชัยชนะของ “จักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1” ที่มีต่อ “แม็กเซนติอุส” ในสงคราม Battle of Milvian Bridge แล้วนำท่านถ่ายรูปกับ โคลอสเซียม (Coloseum) ความยิ่งใหญ่ของ โคลอสเซียม กลายเป็นสัญลักษณ์อีกแห่งของโรมไปแล้ว และไม่เคยมีใครพลาดไปชมสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่และมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแห่งนี้เมื่อไปเยือนโรม แม้จะค่อนข้างเสียหายไปตามยุคสมัยบ้าง แต่ก็ยังคงความอมตะของอดีตไว้อย่างมาก สนามกีฬาใหญ่ยักษ์แห่งนี้สร้างขึ้นในสมัย “จักรพรรดิเวสปาเชียน” แห่งจักรวรรดิโรมัน เป็นสนามกีฬาที่สร้างขึ้นเพื่อชมการแสดงกีฬาแห่งการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ สัตว์กับสัตว์ และมนุษย์กับสัตว์ มีรูปทรงเป็นรูปวงรีก่อตัวสูงขึ้นเป็นอัฒจรรย์ หากวัดขนาดความกว้างใหญ่โดยรอบจะมีความกว้างประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สิ่งก่อสร้างในยุคโบราณที่จุจำนวนผู้เข้าชมได้ถึงประมาณ 55,000 คนแห่งนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาเลย
ได้เวลาอันสมควรนำทุกท่านเดินทางสู่สนามบิน เดินทางกลับประเทศไทย
20.45 น. ออกเดินทางสู่ เมืองดูไบ โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK96 แวะเปลี่ยนเครื่อง (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน)

วันที่แปด   ดูไบ – สุวรรณภูมิ
05.30 น. ถึงสนามบิน เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แวะเปลี่ยนเครื่อง
09.30 น. เดินทางสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบินเอมิเรตส์ โดยเที่ยวบินที่ EK372 (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน)
18.40 น. เดินทางถึง สนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

Happy Time… Happy Tour… Happy Mail Travel
รายการท่องเที่ยวนี้อาจเปลี่ยนแปลงหรือสลับกันได้ตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ถือเป็นเอกสิทธิ์ของผู้จัดโดยยืดถือตามสภาพการณ์และประโยชน์ของท่านเป็นสำคัญ

 

อัตราค่าบริการ และ วันเดินทาง

 

วันเดินทาง  2562

                ราคา

กุมภาพันธ์

13-20 ก.พ.

27 ก.พ.-6 มี.ค.

40,900

มีนาคม

6-13 / 13-20 / 20-27 มี.ค.

26 มี.ค.-2 เม.ย.

 

 เด็ก (อายุไม่เกิน 12 ปี) ไม่มีเตียง​ลดท่านละ​ 2,000​ บาท /​​พักเดี่ยว ​​​​เพิ่มท่านละ​ 10,000​บาท

 

Visitors: 435,931