Spain Portugal 9 Days 6 Nts By EK - ZZFH ทัวร์ยุโรป สเปน โปรตุเกส มีนาคม เมษายน สงกรานต์ พฤษภาคม

SKU : HMT-ZZFH-HG15

ทัวร์ : Spain Portugal 9 Days 6 Nts 

สายการบิน :เอมิเรตส์ (EK)

ช่วงเวลาเดินทาง : มีนาคม - พฤษภาคม 2562

ราคา :เริ่มต้น 49,900 บาท

 รายละเอียด : สเปน โปรตุเกส ชม 5 มรดกโลก โทเลโด เซโกเวีย ซาลามังก้า ซินทรา และมหาวิหารแอวูร่า  

พิเศษ!! : ชมระบำฟาเมงโก

**หมายเหตุ กรุณาเช็กที่นั่งว่างก่อนทำการจองทุกครั้ง**

ไม่พบสินค้า

จำนวน
ราคา

49,900.00 THB

สินค้าไม่เพียงพอ

                          

 

Spain Portugal 9 Days 6 Nts By EK 

ชม 5 มรดกโลก โทเลโด เซโกเวีย ซาลามังก้า ซินทรา และมหาวิหารแอวูร่า

วันแรก  สนามบินสุวรรณภูมิ – ดูไบ
22.00 น. พร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชั้น 4 ประตู 9 แถว T สายการบินเอมิเรตส์ (EK) เจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับพร้อมอำนวยความสะดวก

วันที่สอง   ดูไบ - มาดริด
02.00 น. ออกเดินทางสู่ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK371
(บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน)
06.00 น. แวะเปลี่ยนเครื่องที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
07.25 น. ออกเดินทางสู่เมือง มาดริด ประเทศสเปน โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK141 (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)
12.40 น. เดินทางถึงมาดริด ผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองก่อนนำทุกท่านออกเดินทางสู่เมือง มาดริด (Madrid) นำท่านเที่ยวชมมาดริด เมืองที่มีสถานะเป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสเปน มาดริดสวยงามสมความเป็นเมืองหลวงเพราะตั้งอยู่ใจกลางเมืองริมแม่น้ำ Manzanares เดิมทีนั้นเมืองหลวงของสเปนในอดีตคือโทเลโด แต่เพราะความงามของมาดริดถูกพระทัยของกษัตริย์ชาร์ลที่ 5 เป็นอย่างมากจนพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 ซึ่งเป็นพระราชโอรสจึงทรงถวายความจงรักภักดีโดยการย้ายวังหลวงจากโทเลโดไปยังมาดริดในปี 1561 จากนั้นทุกความยิ่งใหญ่ในเชิงสิ่งก่อสร้างก็เกิดขึ้นในมาดริดเรื่อยมา และโชคดีมากที่ได้รับการบูรณะมาตลอดจนคงอยู่ให้คนรุ่นเราได้ชม ยอมรับว่ายิ่งใหญ่และสวยงามมากจริงๆ อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวเยอะมากเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น นำท่านชมและถ่ายรูปกับ น้ำพุซิเบเลส (Cibeles Fountain) น้ำพุขนาดใหญ่ที่อลังการด้วยประติมากรรมของเทพีซิเบเลสผู้สง่างาม โดยเทพีองค์นี้จะถือคทาในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างจะใช้ควบคุมราชรถสิงโตคู่ เชื่อกันว่าเทพีซิเบเลสเป็นผู้ประทานความสุขและความบริบูรณ์มาให้ น้ำพุแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ใจกลาง พลาซ่า เดอ ซิเบเลส (Plaza de Cibeles) จัตุรัสใหญ่ใจกลางเมืองมาดริด สำหรับน้ำพุแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1895 แต่ก็ยังสะกดสายตาผู้คนที่ผ่านไปมาไว้ได้ไม่คลาย นำท่านชม ประตูเมืองอัลคาลา (Alcala Gate) ประตูใหญ่กลางจัตุรัส พลาซ่า เดอ ลา อินดีเพนเดนเซีย (Plaza de la Independencia) เป็นประตูที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของมาดริด และปัจจุบันก็ได้ถูกยกให้เป็น อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เลยทีเดียว หลังจากยุคโรมันแล้วประตูแห่งนี้ถือว่าเป็นประตูชัยยุคใหม่แห่งแรกที่ได้ถูกสร้างขึ้นในยุโรปเมื่อปี 1764 ด้วยสถาปัตยกรรมในสไตล์นีโอคลาสสิก ใช้เวลาสร้างนานถึง 9 ปี จนเสร็จสิ้นได้เป็นประตูขนาดใหญ่ที่มีทรงเป็นประตูโค้ง 3 ประตูและประตูทรงสี่เหลี่ยม 2 ประตูขนาบข้าง ตกแต่งด้วยรูปปั้นและรูปแกะสลักโดยรอบประตูอย่างอลังการมาก แล้วนำท่านถ่ายรูปที่ด้านหน้า Estadio Santiago Bernabeu สนามฟุตบอลขนาดใหญ่ควบดีกรีการเป็นสนามเหย้าของ Real Madrid สโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่อีกทีมหนึ่งของโลก สนามแห่งนี้ยิ่งใหญ่ด้วยจำนวน 80,000 ที่นั่งซึ่งปรับจากเดิมที่มีถึง 100,000 ที่นั่งรวมตั๋วยืนให้เหลือเพียงตั๋วนั่งเท่านั้นตามกฎของฟีฟ่า สนามฟุตบอลแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1944 และเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 1947 มีสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นของตัวเอง และก็ยังตั้งอยู่ในย่านใจกลางแหล่งธุรกิจของมาดริด ช่วงนอกฤดูกาล Estadio Santiago Bernabeu ก็จะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของมาดริด โดยเฉพาะพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ยิ่งน่าชมเพราะจัดแสดงถ้วยเกียรติยศ เปิดให้ชมสนาม ห้องพักนักกีฬา ยิ่งใหญ่และน่าชมสมกับที่ชาวสเปนกล่าวไว้ว่านี่คือสโมสรที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ แล้วแวะไปชมและถ่ายรูปสวยๆ ที่ พลาซ่า เดอ เอสปานย่าน (Plaza de Espanya) หรือ จัตุรัสสเปน สวนสาธารณะที่มีสวนสวยร่มรื่นภายใต้บรรยากาศที่แวดล้อมด้วยอาคารสูงทันสมัย และที่โดดเด่นที่สุดสำหรับจัตุรัสแห่งนี้เห็นจะไม่มีจุดใดเกินไปกว่าอนุสรณ์สถานของ มิเกล เดอ เซอบันเตส นักประพันธ์ชื่อดังชาวสเปน ที่มีผลงานชื่อก้องโลกได้แก่ ดอน กิโฆเต้ นั่นเอง แล้วนำท่านถ่ายรูปที่ด้านหน้า พิพิธภัณฑ์ปราโด (Prado Museum) พิพิธภัณฑ์ที่ได้รับยกย่องให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด และมีชื่อเสียงที่สุดในสเปน ภายในได้จัดเก็บรักษางานศิลปะระดับโลกทั้งของสเปนเองและจากทั่วโลกนับหมื่นชิ้นจากศตวรรษที่ 11-18 ซึ่งล้วนแต่เป็นผลงานชั้นเยี่ยมจากศิลปินยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Goya, El Greco, Murillo และ Velazquez และนอกจากงานศิลปะแล้ว ภายในยังจัดแสดงของสะสมของราชวงศ์ตั้งแต่ยุคของ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 อีกด้วย อีกทั้งตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ก็ยังสวยงามไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก และมีการต่อเติมส่วนนั้นส่วนนี้เรื่อยมาจนสวยงามอย่างที่เราเห็น
เย็น รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ Elba Madrid Alcala หรือระดับเดียวกัน

วันที่สาม   มาดริด – โทเลโด – มาดริด - ระบำฟาเมงโก
เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเดินทางสู่เมือง โทเลโด (Toledo) เมืองโบราณอายุกว่า 2,000 ปีที่เคยถูกยึดครองด้วยมัวร์ ยิวและคริสต์ กลายเป็นเมือง 3 วัฒนธรรมและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจน โทเลโดตั้งอยู่บนเนินเขาและถูกล้อมด้วยแม่น้ำ Tajo มีร่องรอยของกำแพงใหญ่ที่ล้อมเมืองไว้ มีป้อมปราการใหญ่ และมีอาคารที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิกที่สร้างขึ้นตั้งแต่ในศตวรรษที่ 12 มากมาย ในช่วงศตวรรษที่ 16 โทเลโดเคยเป็นเมืองหลวงสเปนมาก่อนมาดริด และก็ตั้งอยู่ห่างจากมาดริดประมาณ 70 กิโลเมตร โทเลโดปัจจุบันยังคงความเป็นเมืองเล็กๆ แต่มีเสน่ห์และน่าเที่ยวมาก ใจกลางเมืองมีทั้งความคลาสสิก ความทันสมัย ครบถ้วนความเป็นเมืองน่าเที่ยวอีกแห่งของโลก อาคารสวยๆ และร้านค้าสินค้าที่ระลึกมีเยอะมาก และเพราะในอดีตโทเลโดเคยเป็นแหล่งโลหะสำหรับผลิตมีดและดาบที่สำคัญของประเทศ เราจึงได้เห็นสินค้าชนิดนี้ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อวางขายอยู่เต็มไปหมดในทุกซอกซอย
นำท่านเข้าชมภายใน มหาวิหารพริมาดา (Cathedral Primada) หรือ มหาวิหารแห่งโทเลโด มหาวิหารใหญ่บนเนินเขาเหนือเมืองโทเลโดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมทางศาสนาของเมืองมาตั้งแต่การเริ่มก่อสร้างในปี 1227 บนฐานรากของมหาวิหารเก่าแก่ที่เคยตั้งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 แม้จะใช้เวลาก่อสร้างเป็นเวลานานและได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาเรื่อยๆ ในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่สิ่งที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ตลอดมาก็คือสถาปัตยกรรมและการตกแต่งหรูหราสุดอลังการตามสไตล์โกธิค ตั้งแต่รูปปั้นสุดประณีต ลวดลายตามเสาและกำแพง ยังมีคอลเลกชั่นภาพวาดและงานศิลปะล้ำค่าอีกมากให้ได้ชมกันภายในมหาวิหารแห่งนี้ และเมื่อรวมกับย่านเมืองเก่าที่น่าสนใจไม่น้อยกว่ากันของโทเลโดแล้ว ทำให้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 1986
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
เดินทางกลับสู่ มาดริด อิสระช้อปปิ้งย่าน ถนนเซอร์ราโน่ (Serrano Street) ย่านช้อปปิ้งชื่อดังที่ทั่วทั้งถนนจะเต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์เนมแฟชั่นชื่อดัง ทั้งสินค้าแบรนด์อื่นๆ จากทั่วโลกและแบรนด์ของสเปนก็สามารถพบได้ที่นี่ทั้งหมด เช่น Camper, Loewe, Hossintropia และอีกมากมาย ในขณะที่ร้านจำหน่ายงานศิลปะและของเก่าสะสมก็มีให้เลือกชมอยู่ไม่น้อย
เย็น รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังอาหารนำท่านชมการแสดงระบำฟลาเมงโก้ โชว์ชื่อดังซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสเปน
นำท่านเข้าสู่ที่พัก Elba Madrid Alcala หรือระดับเดียวกัน

วันที่สี่   มาดริด – Las Rozas Village – เซโกเวีย – อาบิล่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
เดินทางสู่เมือง Las Rozas เพื่อให้ท่านได้ช้อปปิ้งกันอย่างเต็มที่ที่ Las Rozas Village แหล่งช้อปปิ้งสุดอลังการที่ห่างออกมาจากมาดริดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเล็กน้อย เดินทางด้วยรถยนต์ประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ย่านนี้สินค้าแบรนด์เนมเพียบ ใครอยากได้กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าหนัง รองเท้า เสื้อผ้าแบรนด์สเปนและราคาถูกกว่าซื้อที่ไหนๆ แถมยังได้รับคืนภาษีราว 16-17 เปอร์เซ็นต์อีกด้วย
กลางวัน อิสระอาหารกลางวัน เพื่อความสะดวกในการช้อปปิ้ง
นำท่านเดินทางต่อสู่เมือง เซโกเวีย (Segovia) เมืองที่ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองแห่งมรดกโลก เพราะฉะนั้นแทบไม่ต้องอธิบายถึงความยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่ปัจจุบันกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญและโด่งดังของสเปนไปแล้ว และนับตั้งแต่มีการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลกให้กับสมบัติชาติไปเมื่อปี 1985 โดยองค์การยูเนสโก้ นับแต่นั้นมา เซโกเวียก็เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก นำท่านเที่ยวชม ย่านเมืองเก่าเซโกเวีย ที่สื่อและแสดงถึงความเป็นสเปนโบราณได้อย่างดี ด้วยสถาปัตยกรรม อาคาร ป้อมปราการใหญ่บนเนินเขา ปราสาท และอนุสรณ์สถานต่างๆ ที่ได้ถูกอนุรักษ์มาตั้งแต่ช่วงยุคกลาง พาท่านชมและถ่ายรูปกับไฮไลท์ที่โดดเด่นและยิ่งใหญ่ที่สุดของเซโกเวีย สะพานส่งน้ำโรมัน (The Roman Aqueduct) เป็นสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยหินแกรนิตสูงใหญ่อลังการมาก คือสะพานส่งน้ำโบราณที่เชื่อว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ในสมัยศตวรรษที่ 1 ที่เห็นแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าเก่าแก่ขนาดนี้เหตุใดจึงยังคงความสมบูรณ์ของงานก่อสร้างได้ดีเยี่ยมอย่างที่เห็น ได้รับการดูแลบูรณะอยู่สม่ำเสมอและมีการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี 1990 หลังจากที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1985 จุดประสงค์ของการสร้างนั้นก็เพื่อดึงน้ำจากภูเขาฟากหนึ่งซึ่งอยู่นอกเมืองส่งผ่านเข้ามาถึงในตัวเมืองด้วยระยะทางยาวที่เคยถูกบันทึกไว้ในยุคแรกสร้างคือประมาณ 15 กิโลเมตร ปัจจุบันเหลือให้เห็นเพียงแค่ประมาณ 894 เมตรและสูง 28 เมตร ใช้หินมากกว่า 25,000 ก้อน เที่ยวชม จัตุรัสพลาซ่า มายอร์ (Plaza Mayor) ที่อยู่ในเขตเมืองเก่า ปัจจุบันกลายเป็นมุมท่องเที่ยวไปแล้ว ด้วยลักษณะของพื้นที่ที่แบ่งเป็นตรอกซอกซอยใหญ่น้อยเก่าคลาสสิกจึงให้บรรยากาศเหมือนเราย้อนกลับไปสู่อดีตแห่งสเปน และจุดเด่นของพลาซ่า มายอร์แห่งนี้ก็คือ มหาวิหารแห่งเซโกเวีย (Segovia Cathedral) มหาวิหารสำคัญของเมืองที่สร้างอย่างหรูหราประณีตด้วยสไตล์โกธิค วิหารแห่งนี้เป็นวิหารของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่อุทิศแด่พระแม่มารี มหาวิหารแห่งเซโกเวียนั้นมีขนาดใหญ่และสังเกตุเห็นได้ง่ายด้วยอาคารขนาดใหญ่และยอดแหลมที่อยู่ในทุกๆ ยอดมุมของวิหารและหอระฆังสูง 90 เมตร ที่พลาซ่า มายอร์ มีสถานที่สำคัญหลายแห่งตั้งอยู่มุมนั้นมุมนี้ ยังมีจุดช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองมากมาย และก็มากพอๆ กับร้านอาหาร โดยเฉพาะอาหารขึ้นชื่อที่มักพบได้บ่อยในย่านนี้ก็คือ “Cochinillo” ซึ่งเป็นอาหารจานเด็ดที่ทำจากลูกหมูทั้งตัวนำมาย่างจนสุกหอม กรอบนอกนุ่มใน ราดซอสให้เนื้อหมูฉ่ำก่อนกิน นำท่านเดินทางสู่ อาบิล่า (Avila) เมืองสวยริมแม่น้ำอาดาคา และตัวเมืองอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 1,131 เมตร ภายในเมืองมากมายด้วยสถาปัตยกรรมตั้งแต่ยุคกลาง ไม่ว่าจะเป็นกำแพงเมืองขนาดใหญ่ วิหาร และโบสถ์มากมาย
เย็น รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ Fontecruz Avila หรือระดับเดียวกัน

วันที่ห้า   อาบิล่า – ซาลามังกา – บาดาโฆซ
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านเดินทางสู่เมือง ซาลามังกา (Salamanca) เมืองโบราณบนที่ราบสู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน เป็นเมืองที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ก่อนยุคโรมันโบราณ ทำให้ร่ำรวยด้วยสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่มากมายที่ได้ถูกอนุรักษ์เอาไว้อย่างดี เป็นที่ตั้งของหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ใหญ่และดีที่สุดของสเปน และเมืองซาลามังกาก็ได้ถูกจดทะเบียนขึ้นเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ในปี 1988 ผ่านชมและถ่ายรูปกับ มหาวิทยาลัยแห่งซาลามังกา (University of Salamanca) มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดและยังเปิดทำการอยู่อันดับ 3 ของโลก เป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1134 และกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาและเรียนรู้ในแถบภูมิภาคนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปัจจุบันก็ยังคงอันดับการเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เราจะได้เห็นอาคารโบราณที่ได้ถูกดูแลรักษาอย่างดี ยิ่งใหญ่และงดงามด้วยลวดลายตามผนังและสไตล์การสร้างตามแบบสเปนโบราณ ผ่านชมมหาวิหารใหญ่ของซาลามังกา มหาวิหารเก่าแห่งซาลามังกา (Old Cathedral of Salamanca) และ มหาวิหารใหม่แห่งซาลามังกา (New Cathedral of Salamanca) แม้จะนับเป็น 2 มหาวิหารใหญ่แต่เป็นมหาวิหารที่เชื่อมต่อกันจนดูเหมือนเป็นมหาวิหารเดียว ตัวมหาวิหารเก่านั้นได้เริ่มถูกก่อตั้งขึ้นโดย บิชอปเจโรม ในช่วงศตวรรษที่ 12 ก่อนจะเสร็จสิ้นเรียบร้อยในศตวรรษที่ 14 สวยงดงามตามสไตล์โกธิคผสมผสานกับสไตล์โรมาเนสก์ เป็นมหาวิหารของนิกายคาทอลิกที่อุทิศแด่เซนต์แมรี่แห่งท้องทะเล ภายในงดงามด้วยภาพวาดจากศิลปินชื่อดังหลายต่อหลายท่าน ภายนอกหรูหราด้วยรูปปั้นและการแกะสลักตามสไตล์โกธิค และต่อมาในศตวรรษที่ 16 ก็ได้เริ่มก่อสร้างมหาวิหารใหม่แห่งซาลามังกาขึ้น และแล้วเสร็จในศตวรรษที่ 18 สง่างามด้วยสไตล์สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างโกธิค บารอก และเรเนสซองก์ ด้วยความสำคัญและเก่าแก่ทำให้ถูกยกให้เป็นอนุสรณ์แห่งชาติไปเรียบร้อย นำท่านสู่ จัตุรัสพลาซ่า มายอร์ (Plaza Mayor) จัตุรัสขนาดใหญ่ใจกลางเมืองซาลามังกาที่เป็นจุดนัดพบยอดนิยมมาช้านาน ตัวจัตุรัสได้ถูกสร้างขึ้นในสไตล์สเปนดั้งเดิมผสมผสานกับสไตล์บารอกที่เข้ากันอย่างดี โดยรอบจัตุรัสนั้นจะล้อมด้วยอาคารใหญ่ 3 ด้าน มีร้านค้า ร้านอาหาร ให้เดินชม จัตุรัสแห่งนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในจัตุรัสที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของสเปน แล้วไปถ่ายรูปกับด้านหน้าของ พระราชวังมอนเทอร์เรย์ (Palace of Monterrey) ที่เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมที่แต่สวยด้วยศิลปะสไตล์เรเนสซองก์ที่เห็นได้โดยรอบอาคาร อาคารอายุกว่า 450 ปีหลังนี้ยังเป็นที่เก็บรักษางานศิลปะ ตราประจำตระกูล และวัตถุโบราณอีกมากมายไว้ภายใน
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
เดินทางสู่เมือง บาดาโฆซ (Badajoz) เมืองใหญ่ริมแม่น้ำกวาเดียน่า อยู่ห่างออกไปจากชายแดนโปรตุเกสไม่ไกล และด้วยเหตุนี้ทำให้เมืองบาดาโฆซผลัดเปลี่ยนผู้ปกครองอยู่บ่อยครั้งระหว่างสเปนและโปรตุเกส ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ง่ายจากวัฒนธรรมศิลปะที่ผสมผสานระหว่าง 2 ประเทศที่เห็นได้ทั่วเมือง
เย็น รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ Badajoz by Marriott หรือระดับเดียวกัน

วันที่หก   บาดาโฆซ – แอวูร่า (โปรตุเกส) – ลิสบอน (โปรตุเกส)
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
เดินทางเข้าสู่เขต ประเทศโปรตุเกส (Portugal) มุ่งหน้าสู่เมือง แอวูร่า (Evora) ที่ตั้งอยู่ทางตอนกลางของโปรตุเกส เป็นเมืองเก่าแก่และเป็นหนึ่งในสมาชิกของเครือข่ายเมืองที่โบราณที่สุดในยุโรป เราจะได้เห็นร่องรอยของความเก่าแก่และความยิ่งใหญ่แต่เก่าก่อนของเมืองได้จากสถาปัตยกรรมจากหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่ วิหารโรมัน กำแพงเมืองจากยุคกลาง โบสถ์ และวิหารอีกมาก ทั้งหมดนี้ทำให้ย่านเมืองเก่าแอวูร่าเป็นที่นิยมและน่าสนใจมากเมืองหนึ่ง นำท่านเข้าชมภายใน มหาวิหารแอวูร่า (Evora Cathedral) สมบัติชิ้นสำคัญของแอวูร่าที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี 1988 เป็นวิหารในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นวิหารที่สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 บนเนินเขาเหนือเมืองแอวูร่า เพื่ออุทิศแด่พระแม่มารี เดิมทีนั้นได้สร้างออกมาอย่างเรียบง่าย ต่อมาได้มีการต่อเติมและตกแต่งเพิ่มขึ้นจนเป็นมหาวิหารหลังใหญ่ในสไตล์โกธิค มหาวิหารแอวูร่าเป็นมหาวิหารจากยุคกลางที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และได้ชื่อว่าเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคที่ดีที่สุดในโปรตุเกส ยิ่งใหญ่ด้วย 2 หอคอย ภายในนั้นได้ออกแบบมาโดยได้รับอิทธิพลมาจาก มหาวิหารแห่งลิสบอน เราจะได้เห็นโถงหลังคาสูงตกแต่งด้วยรูปปั้น รูปแกะสลัก ภาพวาด และกระจกสีรูปกุหลาบสไตล์โกธิคชวนมอง อีกจุดหนึ่งที่เมืองมายังมหาวิหารแอวูร่าแล้วต้องไม่พลาดชมก็คือ โถงทางเดิน (Cloister) ที่อยู่ภายในมหาวิหารแอวูร่านี่เอง เป็นโถงที่สร้างขึ้นในช่วงปี 1314-1340 โดยอิงตามโถงทางเดินของมหาวิหารลิสบอนเช่นเดียวกับตัววิหาร งดงามด้วยการตกแต่งเล่นรายละเอียดของซุ้มโค้ง ในแต่ละมุมของทางเดินนี้จะมีรูปปั้นหินอ่อนสไตล์โกธิคตั้ง อยู่ เสริมให้ทางเดินนี้ยิ่งน่ามองน่าเดินขึ้นอีก
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านเดินทางสู่เมือง ลิสบอน (Lisbon) เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกสควบตำแหน่งเมืองที่ใหญ่ที่สุด ตัวเมืองตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 3,000 ปี เป็นเมืองศูนย์กลางทั้งด้านการศึกษา คมนาคม การเงิน เศรษฐกิจ ศิลปะ และท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรปตะวันออก น่าสนใจด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานและวิวสวยๆ โดยรอบตัวเมือง
นำท่านชม ลิฟต์แห่งคาร์โม (Santa Justa Elevator) สถาปัตยกรรมคู่เมืองลิสบอนมาตั้งแต่อดีต และรั้งตำแหน่งลิฟต์เก่าแก่ที่สร้างในสไตล์นีโอโกธิกมาตั้งแต่ปี 1902 ลิฟต์แห่งคาร์โมมีความสูง 45 เมตร สร้างในจุดเชื่อมต่อระหว่างถนนไบซาและถนนลาร์โก เดอ คาร์โม ด้านบนของลิฟต์จะมีทางเดินนำไปพบกับคาเฟ่และจุดชมวิวเมืองที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของลิสบอน
เย็น รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ VIP Executive Art’s หรือระดับเดียวกัน

วันที่เจ็ด   ลิสบอน – หอคอยเบเล็ม – อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
นำท่านชม หอคอยเบเล็ม (Belem Tower) หอคอยที่เกิดขึ้นในยุคที่โปรตุเกสกำลังคึกคักรุ่งเรืองกับโครงการสำรวจเส้นทาง ซึ่งสำหรับชาวโปรตุเกสเองยุคนั้นมีผู้กล้าออกสำรวจเส้นทางเยอะมาก หอคอยเบเล็มสร้างขึ้นในปี 1515 เพื่อให้เป็นป้อมปราการ และใช้เวลาสร้างนาน 6 ปี แต่ครั้งนั้นสร้างแล้วกลับไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย สุดท้ายจึงปรับเปลี่ยนมาเป็นคุกสำหรับคุมขังนักโทษแทน และนั่นคงเป็นคุกที่สวยงามที่สุดในโลก เพราะตัวหอคอยออกแบบด้วยศิลปะมานูเอลสไตล์ สร้างจากหินทรายสีขาว บนยอดหอคอยทั้งสี่มุมประดับด้วยไม้กางเขน จนสุดท้ายเลิกการใช้เป็นคุกก็กลายมาเป็นป้อมอเนกประสงค์ผสมประภาคารที่สามารถชมความสวยงามเวิ้งว้างของมหาสมุทรแอตแลนติกได้ ในขณะที่คนจำนวนไม่น้อยมักเรียกหอคอยแห่งว่า “หอคอยแห่งการจากมาและจากไป” เพราะไม่ว่าทีมสำรวจชาวโปรตุเกสใดจะออกเรือไปสำรวจเส้นทางสำรวจทวีปหรือเดินทางกลับมาถึงแผ่นดินเกิดก็จะมาอยู่กันที่จุดนี้ และก็จะเป็นจุดที่มีคนมาคอยส่งคำอวยพรและคอยรับนักเดินทางมาช้านาน ปัจจุบันหอคอยเบเล็มได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปแล้ว และพื้นที่โดยรอบหอคอยก็ถูกปรับให้เป็นสวนสาธารณะและจุดแวะพักผ่อนหย่อนใจของชาวเมือง แล้วไปชม อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบ (Monument to the Discoveries) บนฝั่งแม่น้ำ Tagus เราจะเห็นประติมากรรมชิ้นใหญ่ตั้งตระหง่านท้าแรงลมมาเนิ่นนาน นี่ไม่ได้เป็นแค่หินสลักธรรมดาแต่คือสิ่งสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของการเป็นชนชาตินักสำรวจของชาวโปรตุเกสมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 และเมื่อเข้าไปชมใกล้ๆ เราก็จะได้เห็นถึงรายละเอียดที่ถูกสลักไว้บนแผ่นหินที่มีชื่อว่า “Monument to the Discoveries” แห่งนี้ และถือเป็นอนุสาวรีย์แห่งการค้นพบที่ออกแบบให้เหมือนหัวเรือเดินทะเลลำใหญ่ที่มีเหล่านักสำรวจกำลังนำพาเรือลำนี้ออกสู่มหาสมุทรกว้าง บุคคลที่เป็นผู้นำประทับยืนอยู่หัวแถวคือ “Prince Henry the Navigator” ที่ทรงได้รับพระสมัญญานามว่าเป็น “เจ้าชายนักเดินทาง” อนุสาวรีย์ชิ้นนี้สร้างต่อเติมจากของเดิมที่เคยพังทลายมาแล้ว ปีที่เริ่มสร้างคือปี 1960 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 500 ปีการจากไปของ Prince Henry the Navigator พระองค์นี้ ส่วนบุคคลที่เห็นยืนร่วมกันอยู่คือเหล่าลูกเรือและกลุ่มมิชชันนารีที่ร่วมเดินทางเผยแผ่ศาสนา มีนักวาดแผนที่ นักวิทยาศาสตร์ พ่อค้า รวมแล้วราว 30 คนที่อยู่ด้วยกันเคียงข้าง Prince Henry the Navigator ในทุกเส้นทาง
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านเที่ยวชม ย่านไบซา (Baixa) ย่านสำคัญใจกลางเมืองลิสบอน ที่เมื่อนักท่องเที่ยวมายังลิสบอนแล้ว ก็ต้องมาเริ่มต้นกันที่ย่านนี้ เป็นย่านที่สวยและน่าเดินชม ไม่ว่าจะเป็นจัตุรัสใหญ่สุดอลัง ชมความมีชีวิตชีวาของตัวเมือง หรือจะเป็นเดินดูและช้อปปิ้งในร้านค้าต่างๆ ที่เรียงรายมากมายอยู่ในบริเวณนี้ ย่านไบซานี้เป็นย่านหนึ่งที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 1755 หลังจากนั้นได้มีการบูรณะและสร้างอาคารต่างๆ ขึ้นใหม่ในสไตล์นีโอคลาสสิกที่สง่าและหรูหรากว่าเดิม พร้อมทั้งออกแบบให้มีความทนทานต่อแผ่นดินไหวด้วย ถัดมานำท่านเที่ยวชม จัตุรัสพราก้า โด โคเมอร์ซิโอ (Praca do Comercio) จัตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในลิสบอนแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนมาช้านาน จัตุรัสพราก้า โด โคเมอร์ซิโอ แห่งนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่หลังเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 1755 โดยแต่เดิมแล้วพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นที่ตั้งของ พระราชวังริเบร่า (Ribeira Palace) มาก่อน แต่ตัวพระราชวังเสียหายพังทลายไปสิ้นจากคลื่นสึนามิที่เป็นผลกระทบจากแผ่นดินไหว ลักษณะจัตุรัสจะเป็นแบบอาคารล้อม 3 ด้าน และเปิดอีกด้านหนึ่งหันหน้าให้ แม่น้ำเทกัส (Tagus River) มีซุ้มประตูใหญ่ที่ตกแต่งอย่างดีเป็นทางเชื่อมต่อไปยัง ถนนออกัสต้า (Rua Augusta) ถนนสายช้อปปิ้งชื่อดังของลิสบอน และที่ตรงกลางจัตุรัสนั้นโดดเด่นด้วยรูปปั้นขนาดใหญ่ของ พระเจ้าฌูเซที่ 1 (King Jose I) เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของจัตุรัสแห่งนี้ แล้วผ่านชมสะพานแขวน The Vasco da Gama Bridge ที่สร้างขึ้นในปี 1974 หลังเกิดการปฏิวัติในโปรตุเกส และก็กลายเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในยุโรปด้วยระยะความยาวรวมทางเชื่อม 17.2 กิโลเมตรทอดข้ามแม่น้ำเทกัส และสร้างเป็นสะพาน 2 ชั้น โดยชั้นบนสำหรับรถยนต์ ชั้นล่างสำหรับรถไฟ และก็ช่วยลดปัญหาความหนาแน่นของการจราจรในลิสบอนได้มาก
เย็น รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคาร
นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ VIP Executive Art’s หรือระดับเดียวกัน

วันที่แปด   ลิสบอน – คาโบ ดา โรคา – ซินทรา – ลิสบอน
เช้า รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม
เดินทางสู่ คาโบ ดา โรคา (Cabo Da Roca) ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดแผ่นดินทวีปยุโรปฝั่งทิศตะวันตก จุดนี้น่าจะเป็นอีกประสบการณ์ที่สุดยอดสำหรับนักเดินทางกับการมายืนอยู่มุมทวีปที่ 38 องศาเหนือ 47 ลิปดาเหนือ 9 องศา 30 ลิปดาตะวันตก และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 140 เมตร แวะถ่ายรูปกับวิวสวยๆ ของมหาสมุทรกว้าง สัมผัสกับสถานที่ที่ได้รับการกล่าวขานว่า มาเที่ยวโปรตุเกสก็ต้องมาที่นี่เพื่อหาสัมผัสกับความเป็นที่สุดของทั้งยุโรปและของโลกด้วยซ้ำ และเมื่อยืนอยู่ที่ Cabo Da Roca เบื้องหน้าคือมหาสมุทรแอตแลนติก ข้ามมหาสมุทรไปนั่นคือทวีปอเมริกา และที่นี่ก็ถือเป็นจุดกำเนิดของการเดินเรือสำรวจทวีปของหลายบุคคลสำคัญแห่งประวัติศาสตร์โลกรวมถึงคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสด้วย นำท่านเดินทางสู่เมือง ซินทรา (Sintra)
เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร
นำท่านเที่ยวชมเมือง ซินทรา (Sintra) เมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงลิสบอนไปประมาณ 30 กิโลเมตร มีอากาศดี มีสถาปัตยกรรมสวย โรแมนติก ของกินอร่อย และก็เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ทำรายได้ให้กับโปรตุเกสจากการได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวถึงปีละ 13,000,000 คน เมืองซินทราเป็นเมืองที่สวยและงดงามทั้งด้วยจากธรรมชาติสวยๆ ที่รายล้อมเมือง และด้วยอาคารสไตล์โรมันทิสติกจากยุคศตวรรษที่ 19 อันเลื่องชื่อ เป็นเมืองที่มากด้วยปราสาท พระราชวังเก่าแก่จากหลายยุคหลายสมัย ที่ได้รับดูแลรักษาอย่างดี จนทำให้เมืองซินทราแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ไปเมื่อปี 1995 นอกจากนี้เมืองซินทรายังได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความเป็นอยู่ที่ดีและน่าอยู่มากของโปรตุเกสอีกด้วย เดินทางสู่เมือง ลิสบอน (Lisbon) อิสระให้ท่านได้เลือกซื้อสินค้าของที่ระลึกที่ ถนนออกัสต้า (Rua Augusta) อีกหนึ่งถนนสายช้อปปิ้งชื่อดังแห่งเมืองลิสบอน มากมายทั้งด้วยร้านอาหารและร้านค้า ตั้งแต่แบรนด์สเปนธรรมดาๆ ไปถึงแบรนด์เลือกซื้อ หรือจะเดินเล่นชมวิวเมือง อาคารสวยๆ ก็ได้ ได้เวลาอันสมควรนำทุกท่านเดินทางสู่สนามบิน เดินทางกลับประเทศไทย
20.45 น. ออกเดินทางสู่ เมืองดูไบ โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK194 แวะเปลี่ยนเครื่อง (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน)

วันที่เก้า ดูไบ – สุวรรณภูมิ (กรุงเทพฯ)
08.15 น. ถึงสนามบิน เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แวะเปลี่ยนเครื่อง
11.45 น. เดินทางสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบินเอมิเรตส์ โดยเที่ยวบินที่ EK370 (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน)
20.50 น. เดินทางถึง สนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

Happy Time… Happy Tour… Happy Mail Travel
รายการท่องเที่ยวนี้อาจเปลี่ยนแปลงหรือสลับกันได้ตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ถือเป็นเอกสิทธิ์ของผู้จัดโดยยืดถือตามสภาพการณ์และประโยชน์ของท่านเป็นสำคัญ

 

อัตราค่าบริการ และ วันเดินทาง

 

วันเดินทาง  2562

ราคา

มีนาคม

6-14 / 20-28 มี.ค. 62

49,900

เมษายน

26 เม.ย. – 4 พ.ค. 62

52,900

พฤษภาคม

3-11 / 17-25 พ.ค. 62

Songkran Festival

8-16 เม.ย. 62

59,900

  เด็ก (อายุไม่เกิน 12 ปี) ไม่มีเตียง​ลดท่านละ​ 2,000​บาท
​​พักเดี่ยว ​​​​เพิ่มท่านละ​ 10,000​บาท

 

Visitors: 435,929